โหลดแอปฯ
ดาวน์โหลด:
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอปวัตสัน
  • google-play
  • app-store
  • app-gallery
ค้นหาร้านค้า บทความน่าอ่าน
Community
ใหม่!!
Watsons Services
0
ตะกร้า
Share

วิตามินเอ คือ หนึ่งในสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพร่างกายหลายด้าน ซึ่งหากร่างกายขาดวิตามินเอ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าที่หลายคนคิด บทความนี้ จะพาทุกคนไปเจาะลึกข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินเอแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินเอ 3 ยี่ห้อที่วัตสันคัดมาให้แล้ว

Highlight

  • วิตามินเอคืออะไร?
  • วิตามินเอมีกี่ประเภท?
  • วิตามินเอช่วยอะไร? มีประโยชน์อะไรบ้าง?
  • ภาวะขาดวิตามินเอเป็นอย่างไร?
  • อาการขาดวิตามินเอเกิดจากอะไร?
  • ปริมาณวิตามินเอที่ควรบริโภคต่อวันคือเท่าไหร่? 
  • ทานวิตามินเอมากเกินไปส่งผลอย่างไร?
  • แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอมีอะไรบ้าง? 
  • รวม 3 วิตามินเอยี่ห้อไหนดี?
  • ตรวจวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินเออย่างไร?
  • รักษาภาวะขาดวิตามินเออย่างไร?

วิตามินเอคืออะไร?

วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต การสร้างเซลล์ใหม่ และการทำงานของร่างกายหลายระบบ โดยเฉพาะการช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยดูแลผิวพรรณ รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของกระดูก ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถสร้างวิตามินเอเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินเอจากอาหาร เช่น ตับ ไข่ ผัก และผลไม้สีส้ม เหลือง หรือเขียวเข้ม

วิตามินเอมีกี่ประเภท

วิตามินเอมีกี่ประเภท?

วิตามินเอแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  • วิตามินเอกลุ่มเรตินอยด์ (Preformed Vitamin A) ที่ได้จากผลิตภัณฑ์สัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ ตับ นม ไข่ ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที 
  • โปรวิตามินเอกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Provitamin A Carotenoids) พบในอาหารจากพืช เช่น ผักผลไม้สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีเขียวเข้ม โดยร่างกายจะเปลี่ยนแคโรทีนอยด์เป็นวิตามินเออีกที

วิตามินเอช่วยอะไร? มีประโยชน์อะไรบ้าง?

วิตามินเอช่วยอะไร? มาดูประโยชน์ของวิตามินชนิดนี้กันว่า มีอะไรบ้าง?

  • ช่วยบำรุงสายตา เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืด ลดความเสี่ยงโรคตา เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม และตาบอดกลางคืน
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายต่อต้านการติดเชื้อ และโรคได้ดีขึ้น
  • ช่วยในการเจริญเติบโต และการแบ่งตัวของเซลล์ รวมถึงบำรุงผิวพรรณ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย
  • มีบทบาทสำคัญในการสืบพันธุ์ และการพัฒนาของทารกในครรภ์
  • ส่งเสริมสุขภาพกระดูก และฟันให้แข็งแรง
  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสียหายของเซลล์จากสารพิษ และการเกิดโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น มะเร็ง
ภาวะขาดวิตามินเอเป็นอย่างไร

ภาวะขาดวิตามินเอเป็นอย่างไร?

ภาวะขาดวิตามินเอ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง โดยเฉพาะกับดวงตา เช่น 

  • มองไม่เห็นในที่มืดหรือตาบอดกลางคืน (Nyctalopia) 
  • กระจกตาแห้ง และเป็นแผลที่กระจกตา (Xerophthalmia และ Corneal ulcers) 
  • มีจุดขาวบนตาหรือเรียกว่า จุดบิทอตส์ (Bitot spots) 
  • กระจกตาน่วม (Keratomalacia)

หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่การตาบอดถาวร นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อผิวหนังที่แห้ง หยาบกร้าน และระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

อาการขาดวิตามินเอเกิดจากอะไร?

อาการขาดวิตามินเอเกิดจากร่างกายได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีวิตามินเอต่ำหรือไม่หลากหลาย รวมถึงภาวะที่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดีจากการมีโรคต่าง ๆ เช่น โรคตับอ่อน โรคซีลิแอ็ก นอกจากนี้ อาจเกิดจากการผ่าตัดเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

 ปริมาณวิตามินเอที่ควรบริโภคต่อวันคือเท่าไหร่

ปริมาณวิตามินเอที่ควรบริโภคต่อวันคือเท่าไหร่?

ปริมาณวิตามินเอที่ควรบริโภคต่อวันแตกต่างกันตามวัย และเพศ โดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งได้ ดังนี้ 

  • เด็กควรได้รับวิตามินเอประมาณ 300–600 ไมโครกรัม
  • วัยรุ่นควรได้รับวิตามินเอประมาณ 600 ไมโครกรัม
  • ผู้หญิง (ผู้ใหญ่) ควรได้รับวิตามินเอประมาณ 700 ไมโครกรัม และผู้ชาย (ผู้ใหญ่) ควรได้รับวิตามินเอประมาณ 900 ไมโครกรัม

ทานวิตามินเอมากเกินไปส่งผลอย่างไร?

แม้ว่า วิตามินเอจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากทานวิตามินเอมากเกินไปหรือมากกว่า 3,000 ไมโครกรัม อาจทำให้เกิดภาวะวิตามินเอเป็นพิษต่อร่างกาย (Hypervitaminosis A) โดยอาการที่พบ ได้แก่ 

  • คลื่นไส้ อาเจียน 
  • ปวดศีรษะรุนแรง 
  • เวียนศีรษะ 
  • ผมร่วง 
  • ปวดกระดูก 

นอกจากนี้ ถ้าสะสมมากเป็นเวลานานหรือวิตามินเอเป็นพิษรุนแรง อาจเกิดตับโตหรือความเสียหายของตับ กระดูกพรุนได้

แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอมีอะไรบ้าง

แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอมีอะไรบ้าง?

แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ มีทั้งจากสัตว์และพืช ดังนี้

  • กลุ่มเนื้อสัตว์ เช่น ตับสัตว์ น้ำมันตับปลา ไข่แดง และผลิตภัณฑ์จากนม นมวัว
  • กลุ่มผักผลไม้ เช่น แครอท ฟักทอง มะละกอ แคนตาลูป มะม่วง ผักใบเขียวเข้ม (เช่น คะน้า ผักโขม ตำลึง) และบรอกโคลี
  • ผลไม้สีส้ม-เหลือง เช่น แคนตาลูป พีช มะละกอ มะม่วง ส้ม

รวม 3 วิตามินเอยี่ห้อไหนดี?

มาตอบคำถาม วิตามินเอยี่ห้อไหนดี? ที่หลายคนสงสัย โดยวัตสันมี 3 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินเอที่อยากมาแนะนำ ได้แก่

1. Blackmores Bio Zinc A Chelate 90 Tablets

หากใครกำลังมองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินเอเพื่อเป็นตัวช่วยเสริมสุขภาพผิว และเสริมภูมิคุ้มกัน วัตสันขอแนะนำ Blackmores Bio Zinc A Chelate 90 Tablets เลย เพราะกระปุกนี้ ให้ทั้งซิงก์ในรูปแบบ chelate ดูดซึมดี พร้อมวิตามินเอ และแร่ธาตุที่จำเป็น เหมาะกับคนที่อยากดูแลผิว ลดปัญหาสิว และเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม ทานง่าย วันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร

  • จุดเด่น: มีซิงก์ในรูปแบบคีเลต ดูดซึม และนำไปใช้ได้ดี เสริมวิตามินเอ แมกนีเซียม และแมงกานีสในเม็ดเดียว ช่วยบำรุงผิว ลดปัญหาสิว และเสริมภูมิคุ้มกัน
  • ปริมาณ: 90 tablets
  • ราคา: 500 บาท

2. Vistra สารสกัดจากบิลเบอร์รี่

วิสทร้าสารสกัดจากบิลเบอร์รี่

ถ้าอยากบำรุงสายตา และหาอาหารเสริมที่มีส่วนผสมครบ ต้องลอง Vistra สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ เม็ดเดียวได้ทั้งบิลเบอร์รี่เข้มข้น ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน และวิตามินอี อีกทั้ง ยังให้วิตามินเอมากถึง 2656 หน่วยสากล ซึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินเอสูตรนี้จะช่วยดูแลสุขภาพสายตาโดยเฉพาะ เหมาะกับคนจ้องหน้าจอนานหรือดูแลสุขภาพตาเป็นพิเศษ

  • จุดเด่น: รวมบิลเบอร์รี่เข้มข้น ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน และวิตามินอีในหนึ่งเม็ด ช่วยดูแลสุขภาพสายตาโดยเฉพาะ ลดอาการตาล้า และป้องกันโรคตา เหมาะกับคนใช้งานสายตาหนัก เช่น จ้องหน้าจอคอมเป็นเวลานาน
  • ปริมาณ: 30 capsules
  • ราคา: 510 บาท

3. Real เรียล เยส แคร์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 30 เม็ด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินเอ เรียล อิลิคเซอร์ เยส แคร์

ขอแนะนำ Real เยส แคร์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 30 เม็ด สูตรนี้รวมสารสกัดบิลเบอร์รี่ ดอกดาวเรือง วิตามินกลุ่มบี วิตามินเอ บีตา-แคโรทีน และซิงก์ในเม็ดเดียว เหมาะสำหรับคนที่อยากดูแลสุขภาพสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน และบำรุงร่างกาย รับประทานง่าย ๆ เพียงวันละ 1 เม็ด

  • จุดเด่น: รวมสารสกัด และวิตามินเอในเม็ดเดียว ช่วยบำรุงสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน และดูแลสุขภาพโดยรวม เหมาะสำหรับคนใช้งานสายตาหนัก และต้องการบำรุงร่างกายแบบครบจบในหนึ่งเม็ด
  • ปริมาณ: 30 เม็ด
  • ราคา: 840 บาท

ตรวจวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินเออย่างไร?

การตรวจวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินเอเริ่มจากแพทย์ซักประวัติ และตรวจร่างกาย โดยดูอาการแสดงที่เกี่ยวข้อง เช่น การมองเห็นในที่มืดผิดปกติ เยื่อบุตา และผิวหนังแห้ง หรือมีจุดบิทอตส์ ซึ่งหากสงสัยเพิ่มเติมจะมีการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับวิตามินเอ (Serum retinol blood test) ถ้าค่าต่ำกว่า 0.7 µmol/L หรือ 20 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่า มีภาวะขาดวิตามินเอรุนแรง ในรายที่มีอาการทางตา อาจต้องตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าจอตาหรือประเมินโดยจักษุแพทย์ร่วมด้วย

การรักษาภาวะขาดวิตามินเอ

รักษาภาวะขาดวิตามินเออย่างไร?

การรักษาภาวะขาดวิตามินเอ เริ่มจากการเสริมวิตามินเอในรูปแบบอาหาร และหรืออาหารเสริม ควรปรับพฤติกรรมการบริโภคเน้นอาหารที่มีวิตามินเอสูง เช่น ผักผลไม้สีเหลือง-ส้ม ตับ ไข่แดง และผลิตภัณฑ์จากนม สำหรับกรณีที่มีปัญหาดูดซึมหรือโรคประจำตัวต้องรักษาโรคร่วมให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ไม่ควรเสริมวิตามินเอเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจได้รับเกิน และเกิดภาวะวิตามินเอเป็นพิษ

ป้องกันภาวะขาดวิตามินเอได้อย่างไร?

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีวิตามินเอสูง เช่น ตับ ไข่แดง ผลิตภัณฑ์จากนม ปลา ผักใบเขียวเข้ม และผักผลไม้สีส้ม-แดง (ฟักทอง แครอท มะละกอ)
  • รับประทานผักร่วมกับไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก หรืออะโวคาโด เพื่อช่วยดูดซึมวิตามินเอได้ดีขึ้น
  • เด็กเล็ก และหญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเสริมวิตามินเอ หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
  • หมั่นตรวจสุขภาพหรือประเมินโภชนาการโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง เพื่อรับมือก่อนเกิดภาวะขาดวิตามินเอ

วิตามินเอเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับสายตา ผิว และสุขภาพโดยรวม ถ้าใครอยากหันมาดูแลตัวเองเพิ่มเติม แนะนำให้ไปตำ 3 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินเอที่วัตสันคัดมาให้ ที่สำคัญ อย่าลืมดูแลสุขภาพ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

Q: วิตามินเอ กินทุกวันได้ไหม?

A: หากได้รับจากอาหารปกติ สามารถรับประทานได้ทุกวันอย่างปลอดภัย แต่ถ้าจะทานอาหารเสริมวิตามินเอควรอยู่ในปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรกินเกินขนาด เพราะเสี่ยงเกิดพิษวิตามินเอสะสมในร่างกายได้

Q: วิตามินเอ เหมาะกับใคร?

A: วิตามินเอเหมาะกับคนที่ต้องการดูแลสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน หรือคนที่รับประทานอาหารไม่หลากหลาย รวมถึงใครที่มีปัญหาดูดซึมสารอาหาร

Q: วิตามินเอช่วยอะไรผิว?

A: วิตามินเอช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย ฟื้นฟูผิวเสีย และช่วยให้ผิวแข็งแรง ดูสุขภาพดี ลดโอกาสเกิดสิวหรือผิวแห้งลอก

Q: วิตามินเอควรกินเวลาไหน?

A: แนะนำให้กินวิตามินเอพร้อมอาหารมื้อหลัก เพราะวิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จะดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อตามด้วยอาหารที่มีไขมันดี

Q: วิตามินเอควรกินคู่กับอะไร?

A: ควรรับประทานวิตามินเอคู่กับอาหารที่มีไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก หรืออะโวคาโด เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอได้ดียิ่งขึ้น

คลิกอ่านคอนเท้นอื่นๆที่น่าสนใจ

Previous

10 โลชั่นทาผิวยี่ห้อไหนดี? ใช้แล้วลดผิวแห้ง เติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้จริง!

Related Topics
Share
WHAT’S HOT
  1. 10 ร้านเสื้อผ้าในไอจีราคาถูก หลักร้อย ไม่ตกเทรนด์
  2. 12 สกินแคร์จาก CICA ส่วนผสมช่วยลดสิว ผิวระคายเคือง
  3. 10 สถานที่ขอพรเรื่องความรัก ช่วยคนโสดไม่ให้นก
  4. 15 ครีมบำรุงผิวขาว และครีมทาผิวขาวยี่ห้อไหนดี 2026
  5. แต่งหน้าเป๊ะปังด้วยเมคอัพ ชิ้นที่สอง1บาท
  6. ยาละลายหัวสิว ยี่ห้อไหนดี 2025 เตรียมบอกลาสิวอุดตัน สิวอักเสบ
  7. 10 สบู่ลดสิวที่หลังยี่ห้อไหนดี ทวงคืนแผ่นหลังเรียบเนียน ไร้สิวและจุดด่างดำ
  8. 10 ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน บรรเทาอาการทรมาน ใช้แล้วเห็นผลจริง
  9. 10 น้ำยาบ้วนปากยี่ห้อไหนดี สะอาดหมดจด หมดกังวลปัญหาช่องปาก
  10. 10 โลชั่นทาผิวยี่ห้อไหนดี? ใช้แล้วลดผิวแห้ง เติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้จริง!
  11. วิตามินเอ มีประโยชน์อย่างไร ทำไมร่างกายจึงขาดไม่ได้
*/?>