โหลดแอปฯ
ดาวน์โหลด:
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอปวัตสัน image
ค้นหาร้านค้า บทความน่าอ่าน
Community
ใหม่!!
Watsons Services
0
ตะกร้า
Share

สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาเส้นผมอ่อนแอ ผมเสีย ผมขาดหลุดร่วง นอกจากการบำรุงผมจากภายนอกแล้ว ลองมาบำรุงผมจากภายใน เพื่อช่วยเสริมสร้างรากผม และหนังศีรษะให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ด้วยการเสริมวิตามิน อย่าง ไบโอติน หรือ วิตามินบี 7 ที่เป็นสารอาหารสำคัญ ที่มีความสำคัญในการบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง และมีสุขภาพดี วันนี้วัตสันเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักไบโอตินให้มากขึ้น เพื่อช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง

ไบโอติน คืออะไร?

ไบโอติน (Biotin) หรือวิตามินบี 7 (Vitamin B7) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ผิวหนัง เส้นผม และเล็บให้แข็งแรง ด้วยการช่วยเสริมสร้างโครงสร้างเคราติน นอกจากนี้ไบโอตินยังมีบทบาทสำคัญในระบบเผาผลาญ ช่วยเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนให้เป็นพลังงานอีกด้วย

 ไบโอติน ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?

1. บำรุงเส้นผม

ไบโอตินมีส่วนช่วยกระตุ้นการผลิตโครงสร้างโปรตีนเคราติน ซึ่งเป็นโปรตีนหลักในเส้นผม ทำให้โครงสร้างเส้นผมแข็งแรงตั้งเเต่ราก ลดการขาดหลุดร่วง เพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันผมเปราะแตกปลาย และยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด และบำรุงรากผม ทำให้ผมมีสุขภาพดี เงางามขึ้น

2. บำรุงเล็บ

ไบโอตินมีส่วนสำคัญในการบำรุงเล็บด้วย ด้วยการส่งเสริมการสร้าง และซ่อมแซมโปรตีนเคราติน เป็นโครงสร้างหลักของเล็บ ทำให้อัตราการเปราะหักลดลง เล็บหนา และแข็งแรงขึ้น ซึ่งอาจต้องจะใช้บำรุงเวลาประมาณ 3 – 6 เดือนถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

3. บำรุงผิวหนัง

ไบโอตินมีส่วนช่วยบำรุงผิวหนังด้วย จากการกระตุ้นการเผาผลาญไขมันที่จำเป็น ทำให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดี ลดความแห้งกร้าน อักเสบ หรืออาการผิวหนังลอกเป็นขุย และยังช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณเรียบเนียน สุขภาพดีขึ้น

4. บำรุงระบบเผาผลาญ

ไบโอตินช่วยเผาผลาญด้วยการทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์หลักในการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนจากอาหารให้เป็นพลังงาน ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงาน และเสริมประสิทธิภาพการนำไขมันมาใช้ประโยชน์ ทำให้ร่างกายนำสารอาหารหลักไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

5. บำรุงระบบประสาท และร่างกายโดยรวม

ไบโอตินเป็นโคเอนไซม์สำคัญในการเผาผลาญสารอาหารหลัก อย่างคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ให้เป็นพลังงาน และยังช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาท และสมอง เสริมสร้างความแข็งแรงของรากผม ผิวหนัง และเล็บ รวมถึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ด้วย

ไบโอติน ช่วยเรื่องอะไรบ้าง มีประโยชน์ไหม

ตารางสรุปไบโอติน ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?\

เพื่อให้เห็นภาพรวมของประโยชน์ไบโอตินในแต่ละด้านอย่างชัดเจน พร้อมกับเข้าใจว่าด้านไหนมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และด้านไหนยังต้องศึกษาเพิ่มเติม ลองดูตารางสรุปด้านล่างนี้

ไบโอติน ช่วยเรื่องอะไร ผลที่ได้รับ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คำแนะนำ
บำรุงเส้นผม
เส้นผมแข็งแรงตั้งเเต่ราก ลดการขาดหลุดร่วง เพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันผมเปราะแตกปลาย ทำให้ผมมีสุขภาพดี เงางามขึ้น งานวิจัยจากสถาบัน Ablon Skin Institute Research Center (2015) พบว่าการทานไบโอตินร่วมกับแร่ธาตุอื่นๆ เช่น ซิงค์ (Zinc) และซิลิคอน (Silicon) ช่วยลดปัญหาผมร่วง และผมบางได้อย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาในปี 2017 พบว่าไบโอตินช่วยยับยั้งผมร่วงได้จริง แต่ผลอาจจะเห็นชัดเจนกว่าในผู้ที่มีภาวะขาดไบโอติน หรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
ยังขาดงานวิจัยคุณภาพสูงจำนวนมากที่ยืนยันว่าไบโอตินสามารถกระตุ้นผมขึ้นใหม่ได้ในคนสุขภาพดีทั่วไป
บำรุงเล็บ
ทำให้อัตราการเปราะหักลดลง เล็บหนา และแข็งแรงขึ้น รายงานทางคลินิก (Case reports) ระบุว่าผู้ที่มีปัญหาเล็บผิดปกติเมื่อได้รับไบโอตินต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของเล็บที่แข็งแรงขึ้น
การทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่มาก แต่การศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ นำไปสู่การยอมรับว่าไบโอตินช่วยรักษาเล็บเปราะได้จริง
ไบโอตินขนาดสูงอาจทำให้ผลการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือฮอร์โมนคลาดเคลื่อนได้
บำรุงผิวหนัง 
ทำให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดี ลดความแห้งกร้าน อักเสบ หรืออาการผิวหนังลอกเป็นขุย
บำรุงระบบเผาผลาญ
ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี งานวิจัยระบุว่าไบโอตินเป็นโคแฟกเตอร์ (Cofactor) ที่จำเป็นสำหรับเอนไซม์คาร์บอกซิเลส (Carboxylases) ซึ่งมีหน้าที่ในกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน กรดไขมัน และคอเลสเตอรอล
การวิจัยชี้ว่าไบโอตินมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างกลูโคส (Gluconeogenesis) และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่
แม้ไบโอตินจะสำคัญต่อระบบเผาผลาญ แต่การวิจัยส่วนใหญ่ชี้ว่าการขาดไบโอตินในคนทั่วไปพบได้น้อยมาก และความต้องการไบโอตินที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญยังคงเป็นหัวข้อที่ศึกษากันอยู่
บำรุงระบบประสาทและร่างกายโดยรวม
ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและสมอง และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผลการศึกษาจาก University of Rochester Medicine พบว่าไบโอตินช่วยเพิ่มการผลิตโดปามีนและยับยั้งความเป็นพิษต่อระบบประสาท ซึ่งอาจช่วยป้องกันสมองเสียหายจากแมงกานีส
งานวิจัยชี้ว่าการได้รับไบโอตินปริมาณสูงอาจช่วยลดผลกระทบ และรักษาโรค MS ชนิดลุกลามได้ โดยช่วยเพิ่มการผลิตพลังงานให้เซลล์ประสาท
แม้ไบโอตินจะมีประโยชน์ แต่การได้รับมากเกินไปอาจทำให้ผลการตรวจเลือด เช่น ไทรอยด์ คลาดเคลื่อนได้ 

อาการขาดไบโอตินเป็นแบบไหน? รู้ได้อย่างไรว่าขาด

สำหรับอาการขาดไบโอติน (วิตามิน B7) ส่วนใหญ่ส่งผลต่อเส้นผม ผิวหนัง และเล็บ โดยจะมีอาการหลัก ๆ คือ ผมร่วง ผมบางลง ผิวหนังอักเสบเป็นผื่นแดงแห้งขุย โดยเฉพาะรอบดวงตา จมูก ปาก เล็บเปราะหักง่าย หากขาดรุนแรงอาจมีอาการทางประสาท เช่น ซึมเศร้า อ่อนเพลีย แขนขาชา สามารถสังเกตการขาดไบโอตินได้จากการสังเกตอาการเหล่านี้ หรือตรวจเลือดเพื่อยืนยันระดับวิตามิน

อาหารที่มีไบโอตินสูง กินจากธรรมชาติได้เลยไหม?

นอกจากการกินไบโอตินแบบอาหารเสริมแล้ว เรายังสามารถได้รับไบโอตินจากอาหารธรรมชาติได้เช่นกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัย และช่วยเสริมสารอาหารอื่น ๆ ไปพร้อมกัน

กลุ่มอาหาร ตัวอย่างอาหาร ปริมาณไบโอติน
เครื่องในสัตว์ ตับวัว หรือตับไก่ ประมาณ 30.8 ไมโครกรัม
ไข่แดง ไข่ต้ม ประมาณ 10 ไมโครกรัม
ถั่วและเมล็ดพืช อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน วอลนัท และถั่วลิสง 1.5 – 2.6 ไมโครกรัม
ปลาและอาหารทะเล ปลาแซลมอน หอยนางรม 4 – 5 ไมโครกรัม
ผักและผลไม้ มันเทศ เห็ด บรอกโคลี อะโวคาโด และกล้วย 2.4 – 5.6 ไมโครกรัม
วิธีกินไบโอติน อาหารเสริมเพื่อบำรุงผม เล็บ และผิวแบบถูกวิธี

 วิธีกินไบโอตินแบบอาหารเสริมให้ได้ผลจริงทำยังไง?

สำหรับใครที่อยากกินไบโอตินแบบอาหารเสริม การกินอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึม และนำไปใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ ลองมาดูปริมาณ ช่วงเวลา และวิธีกินที่แนะนำกัน

ปริมาณที่แนะนำ 2,500 – 5,000 ไมโครกรัม (mcg) ต่อวัน

การกินไบโอตินให้ได้ผลจริงควรรับประทานขนาด 2,500 – 5,000 ไมโครกรัม (mcg) ต่อวัน อย่างต่อเนื่อง แนะนำให้กินพร้อม หรือหลังอาหารเช้าเพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด และควรทานติดต่อกัน 3 – 6 เดือน สำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์เรื่องผมร่วง และผมยาวไว 

กินพร้อม หรือหลังอาหารเช้าทันที

แนะนำให้กินไบโอติน 1 เม็ดพร้อมหรือหลังอาหารเช้าทันที เพราะไบโอตินเป็นวิตามินละลายน้ำ ร่างกายจะดูดซึมได้ดี และไม่ตกค้าง และช่วยในการดูดซึม รวมถึงลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และควรทานต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอทุกวัน 

กินติดต่อกัน 3 – 6 เดือน

สำหรับใครที่อยากกินไบโอตินเพื่อดูแลเส้นผมให้เห็นผลชัดเจน แนะนำให้กินต่อเนื่องอย่างน้อย 3 – 6 เดือน ถึงจะเห็นผลเรื่องผมร่วงลดลง และผมใหม่แข็งแรงขึ้น และควรทานต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถ้าหากหยุดกินผมอาจกลับมาร่วงใหม่ได้ 

ควรกินคู่กับซิงค์ หรือวิตามินซี

การกินไบโอตินให้เห็นผล และเสริมการทำงานได้ดี ควรกินคู่กับ Zinc (สังกะสี) เพื่อช่วยลดอาการผมร่วง และเพิ่มความแข็งแรงของรากผมได้ดียิ่งขึ้น วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหาร และวิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) เพื่อช่วยเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญ และสุขภาพผม

ไบโอตินเรียกได้ว่าเป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม ผิว และเล็บมาก ๆ เมื่อได้รับไบโอตินที่เพียงพอ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพโดยรวม ก็จะช่วยให้ผมดูหนานุ่ม เงางาม และมีชีวิตชีวามากขึ้น สำหรับใครที่อยากบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง สุขภาพดีจากภายใน การเลือกกินไบโอตินก็อาจจะเป็นทางเลือกเสริมที่ดี

ไอโอติน วิตามิน B7 ที่มีประโยชน์ต่อผม เล็บ และผิวพรรณ

คำถามที่พบบ่อย

Q: ไบโอติน คืออะไร ต่างจากวิตามินบีตัวอื่นอย่างไร?

A: ไบโอติน (Biotin) หรือวิตามินบี 7 เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำที่จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร มีหน้าที่หลัก ๆ คือช่วยสร้างเคราติน บำรุงรากผม เล็บ และผิวหนังให้แข็งแรง ลดอาการผมร่วง จึงต่างจากวิตามินบีตัวอื่นที่เน้นช่วยดูแลพลังงาน หรือระบบประสาทมากกว่า

Q: ไบโอตินกินแล้วช่วยเรื่องผมร่วงได้จริงไหม?

A: ไบโอติน (Biotin) ช่วยลดผมร่วง และบำรุงผมได้จริง แต่ได้ผลดีที่สุดในกรณีที่ร่างกายมีภาวะขาดไบโอติน โดยจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของรากผม และโครงสร้างเส้นผม ทำให้ผมร่วงน้อยลง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาผมร่วงจากกรรมพันธุ์ได้โดยตรง บางกรณีมักกินคู่กับซิงค์ (Zinc) เพื่อประสิทธิภาพที่ชัดเจนขึ้น

Q: ไบโอติน5,000 mcg หรือ 10,000 mcg กินมากเกินไปไหม?

A: การกินไบโอตินขนาด 5,000 หรือ 10,000 mcg (ไมโครกรัม) โดยทั่วไปไม่ได้มีอันตรายร้ายแรง เพราะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และร่างกายขับออกได้ แต่ถือว่ามีปริมาณสูงกว่าที่ร่างกายต้องการต่อวันมาก อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ สิว หรือผื่นผิวหนัง และอาจทำให้ผลตรวจเลือดโรคไทรอยด์ หรือหัวใจคลาดเคลื่อนได้ด้วย

Q: กินไบโอตินแล้วเป็นสิว จริงหรือเปล่า?

A: การกินไบโอติน (Biotin) อาจทำให้เป็นสิวได้ในบางราย สาเหตุอาจจะเป็นเพราะกินไบโอตินในปริมาณที่มากเกินไป ไบโอตินเข้าไปแย่งการดูดซึมกับวิตามินบี 5 ทำให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้นจนเกิดการอุดตัน และกลายเป็นสิวได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าไบโอตินเป็นสาเหตุของสิวโดยตรง 

Q: ไบโอตินกินพร้อมยาอื่นได้ไหม มีผลข้างเคียงไหม?

A: โดยทั่วไปไบโอติน หรือวิตามิน B7 ค่อนข้างปลอดภัย และสามารถกินพร้อมยาอื่นได้ แต่ควรระวังการกินร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยากันชัก Phenytoin, Carbamazepine ที่อาจลดระดับไบโอตินในเลือด หรือยาปฏิชีวนะที่อาจลดการสร้างไบโอตินตามธรรมชาติ และควรเว้นระยะห่างการทานไบโอตินกับยาอื่น ๆ ด้วย

Previous

ฮาวทูดูแล ผิวสีน้ำผึ้ง แบบพส.ไทยมาแรง โกลว์เล่นแสงดูแพงมาก

Next

เล็บลูกแก้วสีน้ำตาล อัปเดตไอเดียเรียบหรู ซ่อนความเซ็กซี่แบบตัวแม่

Related Topics
Share
WHAT’S HOT
  1. 10 ร้านเสื้อผ้าในไอจีราคาถูก หลักร้อย ไม่ตกเทรนด์
  2. 12 สกินแคร์จาก CICA ส่วนผสมช่วยลดสิว ผิวระคายเคือง
  3. 10 สถานที่ขอพรเรื่องความรัก ช่วยคนโสดไม่ให้นก
  4. 15 ครีมบำรุงผิวขาว และครีมทาผิวขาวยี่ห้อไหนดี 2026
  5. แต่งหน้าเป๊ะปังด้วยเมคอัพ ชิ้นที่สอง1บาท
  6. ปวดท้องเมนส์รุนแรง ทำไงดี? 7 วิธีแก้ปวดท้องเมนส์เร่งด่วน
  7. เลือกให้ถูก!  โฟม Perfect Whip สูตรไหนเหมาะกับเรา
  8. ไอไม่หยุด ทำไงดี? รวม 10 วิธีแก้ไอ ลดคันคอ หายเร็ว
  9. 10 ยาย้อมผมแบบสระ ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 รวมสีย้อมผม ดูธรรมชาติ
  10. ผื่นเชื้อราผิวหนัง คืออะไร? อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อราให้หาย
  11. 10 วิธีรักษาสิว ลดสิว ด้วยตัวเอง เห็นผลจริง หน้าใสขึ้น
*/?>